ในที่ทำงานแทบทุกแห่งมักมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน บางครั้งก็เป็นการบ่นถึงงาน บ่นถึงหัวหน้า หรือพูดถึงนโยบายของบริษัท ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของสังคมการทำงาน แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า หากการพูดคุยเหล่านั้นลุกลามไปจนกลายเป็นการนินทา ใส่ความ หรือเผยแพร่ข้อความที่ทำให้นายจ้างเสียหาย การกระทำดังกล่าวอาจมีผลทางกฎหมายร้ายแรงถึงขั้นถูกเลิกจ้างได้ และที่สำคัญ นายจ้างยังอาจไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับลูกจ้างอีกด้วย
เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงคำเตือนทั่วไป แต่มีหลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลรองรับอย่างชัดเจน ดังนั้นทั้งลูกจ้างและนายจ้างควรเข้าใจขอบเขตของพฤติกรรมดังกล่าวให้ถูกต้อง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ธรรมชาติของการสื่อสารในที่ทำงาน
การพูดคุยหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับงานในองค์กรเป็นเรื่องปกติของการทำงานร่วมกัน ลูกจ้างย่อมมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นหรือเสนอข้อปรับปรุงต่าง ๆ ได้ อย่างไรก็ตาม เส้นแบ่งระหว่าง “การแสดงความคิดเห็น” กับ “การให้ร้ายหรือใส่ความ” นั้นค่อนข้างบาง
หากลูกจ้างเพียงแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับงาน เช่น วิจารณ์ขั้นตอนการทำงาน หรือเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายองค์กรในเชิงสร้างสรรค์ ย่อมไม่ถือเป็นความผิด แต่ถ้าการพูดหรือการเผยแพร่ข้อความมีลักษณะเป็นการใส่ความ กล่าวหานายจ้างโดยไม่มีข้อเท็จจริง หรือเผยแพร่ข้อมูลจนทำให้บริษัทเสียชื่อเสียง ก็อาจเข้าข่ายการกระทำผิดที่มีผลต่อสถานะการจ้างงานได้ทันที
ในยุคปัจจุบันที่โซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญ การนินทาหรือการพูดให้ร้ายไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในวงสนทนาเล็ก ๆ อีกต่อไป การโพสต์ข้อความใน Facebook การแชร์โพสต์ หรือการแสดงความคิดเห็นในที่สาธารณะ สามารถแพร่กระจายไปยังคนจำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว และนั่นยิ่งเพิ่มโอกาสที่องค์กรจะได้รับความเสียหาย
ลูกจ้างนินทานายจ้างไล่ออกได้ ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
กฎหมายแรงงานเกี่ยวกับการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 กำหนดว่า หากลูกจ้างกระทำความผิดร้ายแรงบางประการ นายจ้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
หนึ่งในเหตุสำคัญคือ การที่ลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย หรือกระทำการที่ไม่สุจริตต่อหน้าที่ ซึ่งการให้ร้ายหรือใส่ความนายจ้างจนทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือธุรกิจ อาจเข้าข่ายเหตุเลิกจ้างดังกล่าวได้
หลักการสำคัญของมาตรา 119 คือ หากลูกจ้างมีพฤติกรรมที่ร้ายแรงจนทำให้ความไว้วางใจระหว่างนายจ้างและลูกจ้างหมดไป นายจ้างย่อมมีสิทธิ์เลิกจ้างทันทีโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เพราะความสัมพันธ์ในการจ้างงานถือว่าไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อีก
นอกจากนี้ หลักการในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงานยังยอมรับว่า หากลูกจ้างมีพฤติกรรมร้ายแรงจนทำให้การจ้างงานไม่อาจดำเนินต่อไปได้ นายจ้างก็สามารถบอกเลิกสัญญาได้ทันทีเช่นกัน
ดังนั้น หากการนินทาหรือการใส่ความมีผลกระทบต่อชื่อเสียงหรือความน่าเชื่อถือขององค์กร ก็อาจถูกตีความว่าเป็นการจงใจทำให้นายจ้างเสียหายได้
ตัวอย่างจากแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
มีคดีตัวอย่างที่มักถูกยกขึ้นมาอธิบายเรื่องนี้ คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8206/2560
ในคดีดังกล่าว ลูกจ้างได้โพสต์ข้อความใน Facebook ในลักษณะที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่านายจ้างเอาเปรียบลูกจ้าง และบริษัทมีปัญหาทางการเงิน ข้อความดังกล่าวถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะ ทำให้เกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของบริษัท
ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการจงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย และเป็นพฤติกรรมที่ร้ายแรงเพียงพอที่นายจ้างจะเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย
คดีนี้จึงกลายเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า การโพสต์ข้อความหรือพูดให้ร้ายบริษัทในที่สาธารณะ อาจส่งผลกระทบต่อสิทธิของลูกจ้างโดยตรง
พฤติกรรมแบบใดที่เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้าง
แม้คำว่า “นินทา” จะเป็นคำกว้าง แต่ในทางกฎหมายมักพิจารณาจากผลกระทบที่เกิดขึ้น หากการกระทำของลูกจ้างมีลักษณะดังต่อไปนี้ ก็อาจเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างได้
การกล่าวหานายจ้างโดยไม่มีข้อเท็จจริง เช่น กล่าวหาว่าบริษัทโกงลูกค้า หรือบริหารงานไม่โปร่งใส ทั้งที่ไม่มีหลักฐานรองรับ
การโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียที่ทำให้บริษัทเสียชื่อเสียง เช่น โพสต์โจมตีองค์กรหรือผู้บริหารในลักษณะที่ทำให้คนภายนอกเข้าใจผิด
การเผยแพร่ข้อมูลภายในองค์กรโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์หรือความน่าเชื่อถือของบริษัท
การพูดให้ร้ายหรือใส่ความจนทำให้เกิดความเสียหายต่อธุรกิจหรือความสัมพันธ์กับลูกค้า
หากพฤติกรรมเหล่านี้สร้างความเสียหายจริง และสามารถพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากการกระทำของลูกจ้างโดยเจตนา ศาลก็อาจเห็นว่าการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยเป็นการเลิกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมาย
เส้นแบ่งระหว่างการแสดงความคิดเห็นกับการให้ร้าย
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าการพูดถึงนายจ้างทุกครั้งจะถือว่าเป็นความผิดเสมอไป
ลูกจ้างยังมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการทำงาน หรือเสนอข้อปรับปรุงในองค์กรได้ หากเป็นการพูดด้วยความสุจริต และมีเจตนาเพื่อพัฒนาการทำงาน ไม่ได้มีเจตนาทำลายชื่อเสียงของบริษัท
ศาลมักพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น
- เจตนาของผู้พูด
- ลักษณะของข้อความ
- ขอบเขตการเผยแพร่
- ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อองค์กร
หากเป็นเพียงการพูดคุยภายในกลุ่มเล็ก ๆ และไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท ก็อาจไม่ถือว่าเป็นเหตุเลิกจ้างร้ายแรง
แต่ถ้าการกระทำนั้นแพร่กระจายสู่สาธารณะและส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงขององค์กร โอกาสที่ศาลจะมองว่าเป็นความผิดร้ายแรงก็จะสูงขึ้น
ข้อควรระวังสำหรับลูกจ้าง
สำหรับลูกจ้าง สิ่งสำคัญที่สุดคือการระมัดระวังคำพูดและการใช้สื่อสังคมออนไลน์ เพราะข้อความเพียงไม่กี่ประโยคอาจส่งผลต่อการทำงานและอนาคตในอาชีพได้
ก่อนจะโพสต์หรือแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบริษัท ควรพิจารณาให้รอบคอบว่าข้อความนั้นมีความถูกต้องหรือไม่ และอาจทำให้บริษัทเสียหายหรือไม่
หากมีปัญหาในการทำงาน วิธีที่เหมาะสมกว่าคือการพูดคุยกับหัวหน้างานหรือฝ่ายทรัพยากรบุคคล เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์
การระบายอารมณ์ผ่านโซเชียลมีเดียอาจดูเป็นเรื่องเล็กในขณะนั้น แต่เมื่อข้อความถูกเผยแพร่ไปแล้ว ผลกระทบอาจเกิดขึ้นในวงกว้างและยากต่อการแก้ไข
ข้อควรระวังสำหรับนายจ้าง
ในมุมของนายจ้างเอง การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเช่นกัน เพราะหากการเลิกจ้างไม่เข้าข่ายเหตุร้ายแรงจริง อาจถูกฟ้องร้องว่าการเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้
นายจ้างควรตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เช่น มีหลักฐานหรือไม่ว่าข้อความดังกล่าวทำให้บริษัทเสียหายจริง และการกระทำของลูกจ้างมีเจตนาหรือไม่
การกำหนดระเบียบเกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของพนักงานก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดปัญหาในอนาคต เพราะทำให้ลูกจ้างทราบขอบเขตของพฤติกรรมที่เหมาะสม
สรุป
การนินทานายจ้าง อาจดูเป็นเรื่องเล็กในชีวิตประจำวันของการทำงาน แต่หากการกระทำนั้นลุกลามไปจนทำให้บริษัทเสียหาย ก็อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ทางกฎหมายได้ทันที
กฎหมายแรงงาน ไทยเปิดโอกาสให้นายจ้างสามารถเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย หากพิสูจน์ได้ว่าลูกจ้างจงใจทำให้นายจ้างเสียหาย หรือมีพฤติกรรมที่ร้ายแรงจนไม่สามารถทำงานร่วมกันต่อไปได้
ดังนั้น ก่อนจะพูดหรือโพสต์อะไรเกี่ยวกับองค์กร ควรคิดให้รอบคอบเสมอ เพราะคำพูดเพียงไม่กี่คำ อาจส่งผลกระทบต่ออาชีพและสิทธิของตนเองได้มากกว่าที่คิด
และในโลกการทำงาน ความระมัดระวังในการสื่อสารไม่เพียงช่วยป้องกันปัญหาทางกฎหมาย แต่ยังช่วยรักษาความสัมพันธ์ที่ดีในองค์กรอีกด้วย

