บทความ

การเลิกจ้างด้วยวาจา มีผลตามกฎหมายหรือไม่

การเลิกจ้างด้วยวาจา มีผลตามกฎหมายหรือไม่? เรื่องนี้หลายคนเข้าใจผิดมาตลอด

ในโลกการทำงานจริง เรามักได้ยินคำพูดแรง ๆ อย่าง “พรุ่งนี้ไม่ต้องมาทำงานแล้วนะ” หรือ “ถ้าไม่พอใจก็ออกไปเลย” ซึ่งบางครั้งก็เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบของนายจ้าง แต่คำถามสำคัญคือ… คำพูดแบบนี้ “มีผลทางกฎหมายจริงหรือไม่”

การเลิกจ้างด้วยวาจา มีผลตามกฎหมายหรือไม่

การเลิกจ้างด้วยวาจา มีผลตามกฎหมายหรือไม่

คำตอบคือ มีผลครับ และไม่ใช่เรื่องเล็กด้วย

กฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องเป็นหนังสือ

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 118 วรรคสอง ไม่ได้กำหนดไว้ว่าการเลิกจ้างต้องทำเป็นหนังสือ ดังนั้นการที่นายจ้าง “บอกเลิกจ้างด้วยวาจา” ก็สามารถถือเป็นการเลิกจ้างตามกฎหมายได้ทันที

หลักสำคัญอยู่ที่ “พฤติการณ์” มากกว่ารูปแบบ

ถ้านายจ้างแสดงออกชัดเจนว่าไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อ และไม่จ่ายค่าจ้างอีกต่อไป เช่น ไล่ออกด้วยคำพูด หรือสั่งไม่ให้เข้าทำงาน นั่นถือว่าเข้าองค์ประกอบของการเลิกจ้างแล้ว ไม่ว่าจะมีเอกสารหรือไม่ก็ตาม

แล้วมาตรา 17 ที่ต้องระบุเหตุผลเป็นหนังสือล่ะ?

หลายคนอาจสับสน เพราะกฎหมายอีกมาตราหนึ่ง (มาตรา 17 วรรคสาม) กำหนดให้นายจ้างต้องระบุเหตุผลการเลิกจ้าง “ในกรณีที่ทำเป็นหนังสือ”

ประเด็นคือ กฎหมายข้อนี้ไม่ได้ห้ามการเลิกจ้างด้วยวาจา เพียงแค่บอกว่า “ถ้าจะทำเป็นหนังสือ ต้องระบุเหตุผล” เท่านั้น
การเลิกจ้างด้วยวาจา มีผลตามกฎหมายหรือไม่

การเลิกจ้างด้วยวาจา มีผลตามกฎหมายหรือไม่

สรุป

เลิกจ้างด้วยวาจา = ทำได้ และมีผลตามกฎหมาย

แต่ถ้าทำเป็นหนังสือ = ต้องมีเหตุผลชัดเจน

เคสตัวอย่างที่เจอบ่อย (และชวนปวดหัว)

ลองนึกภาพสถานการณ์นี้

นายจ้างพูดไล่ออกวันนี้

แต่ 4 วันต่อมา ส่งหนังสือมาว่า “เลิกจ้างเพราะขาดงาน 3 วัน”

แบบนี้ใครผิด?

ถ้ามองตามกฎหมาย จุดที่ “เลิกจ้างจริง” คือวันที่นายจ้างพูดออกไปแล้ว ไม่ใช่วันที่ออกหนังสือย้อนหลัง เพราะการเลิกจ้างมีผลตั้งแต่มีพฤติการณ์ชัดเจนว่าไม่ให้ทำงานต่อ

ดังนั้น การอ้างเหตุผลย้อนหลัง อาจกลายเป็นประเด็นพิพาทได้ทันที

ศาลก็เคยตัดสินไว้ชัด

มีหลายคำพิพากษาที่ยืนยันว่า “คำพูด” สามารถเป็นการเลิกจ้างได้ เช่น

กรณีศาลฎีกาที่ 4787/2560

ลูกจ้างถูกโทรแจ้งว่า “ไม่ต้องมาทำงานแล้ว” ศาลวินิจฉัยว่า นี่คือการเลิกจ้าง ไม่ใช่การลาออก

กรณีศาลอุทธรณ์ 74/2563

นายจ้างพูดว่า “ถ้าไม่ทำรายงาน ก็ไม่ต้องมาทำงานพรุ่งนี้” ศาลมองว่าเป็นพฤติการณ์เลิกจ้าง

กรณีศาลอุทธรณ์ 94/2563

พูดทำนอง “ไม่พอใจก็ออกไปเลย” และมีการจ่ายเงินให้ก่อนกำหนด ศาลตีความว่าเป็นการเลิกจ้างแล้ว

สรุปคือ ศาลไม่ได้ดูแค่คำพูด แต่ดู “บริบทและการกระทำประกอบ” ด้วย

แล้วลูกจ้างควรทำยังไง ถ้าโดนแบบนี้ ?

ชีวิตจริงไม่ได้อยู่ในหนังสือกฎหมายล้วน ๆ เพราะคำพูดคนเปลี่ยนได้เร็วพอ ๆ กับอารมณ์หัวหน้า ดังนั้นต้องตั้งสติและใช้หลักฐานให้เป็น

วิธีรับมือแบบมืออาชีพ มี 3 ขั้นตอนง่าย ๆ

ข้อแรก เก็บหลักฐานให้เร็วที่สุด

หลังจากโดนพูดไล่ออก ให้รีบส่ง Line หรือ Email ไปถามยืนยันทันที เช่น “สรุปคือไม่ให้ผมทำงานต่อแล้วใช่ไหมครับ” เพื่อเปลี่ยนคำพูดให้กลายเป็นหลักฐาน

ข้อสอง ถ้าไม่มีคำตอบ ให้ไปทำงานตามปกติ

ถ้านายจ้างไม่ตอบ และวันถัดไปคุณไปทำงาน แต่ถูกปฏิเสธ เช่น โดนยึดคีย์การ์ด ห้ามเข้าพื้นที่ แบบนี้ถือเป็นพฤติการณ์เลิกจ้าง ให้รีบแจ้งกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ทันที

ข้อสาม ประเมินสถานการณ์ตัวเอง

บางครั้งคำพูดอาจเกิดจากอารมณ์ล้วน ๆ ยังไม่มีการเลิกจ้างจริง ให้ถามตัวเองตรง ๆ ว่า “ยังไหวไหม” ถ้ายังจำเป็นต้องทำงานต่อ ก็อาจต้องตั้งหลัก ปล่อยวาง แล้วค่อยวางแผนระยะยาว

อบรม นายจ้าง ผู้บริหาร ฝ่ายบุคคล ต้องรู้ “เลิกจ้างอย่างไร ให้ถูกต้องตามกฎหมายแรงงาน คลิกที่นี่

บทสรุปที่ควรรู้

การเลิกจ้างด้วยวาจา “มีผลตามกฎหมาย” จริง แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ตัวกฎหมาย คือ “หลักฐาน” และ “การรับมืออย่างมีสติ” เพราะในโลกการทำงาน คำพูดอาจเริ่มต้นเรื่อง แต่เอกสารและพฤติการณ์ต่างหากที่เป็นตัวตัดสินตอนจบ ถ้าเจอสถานการณ์แบบนี้ อย่าตกใจ อย่าใช้อารมณ์นำ และอย่าปล่อยให้ตัวเองเสียเปรียบโดยไม่มีหลักฐานครับ

ที่มา : การเลิกจ้างด้วยวาจา มีผลตามกฎหมายหรือไม่

Topprofessional And Development

สถาบันฝึกอบรมและที่ปรึกษาทางด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์และองค์กร บริการให้คำปรึกษาด้านระบบ ISO แบบครบวงจรด้วยหลักสูตรคุณภาพอาจารย์ผู้สอนมากด้วยประสบการณ์

วันทำการ ( จันทร์ - เสาร์ เวลา 8:00 - 17:00 น. )

ติดตามเรา

icon-facebookicon-lineicon-youtubeicon-tiktok
Copyright 2023 © HERMES Digital Marketing . All Rights Reserved