บทความ

กฎกระทรวงกำหนดค่าโอที รปภ. 2568

กฎกระทรวงกำหนดค่าโอที รปภ. 2568

กฎกระทรวงกำหนดค่าโอที รปภ. 2568

จุดเปลี่ยนสำคัญของงานรักษาความปลอดภัย ที่นายจ้างต้องรู้ ลูกจ้างต้องเข้าใจ

ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา อาชีพพนักงานรักษาความปลอดภัย หรือที่เราคุ้นกันในชื่อ “รปภ.” ถือเป็นหนึ่งในอาชีพที่ทำงานหนัก ใช้เวลาทำงานยาว และมีบทบาทสำคัญต่อความปลอดภัยของสถานที่ ทรัพย์สิน และบุคคล แต่ในทางกฎหมายแรงงาน กลับเป็นกลุ่มอาชีพที่ถูกกำหนดข้อยกเว้นด้านค่าล่วงเวลามาอย่างยาวนาน

กฎกระทรวงกำหนดค่าโอที รปภ. พ.ศ. 2568 จึงถือเป็น “หมุดหมายใหม่” ของแรงงานกลุ่มนี้ และเป็นสัญญาณชัดเจนว่านโยบายแรงงานไทยกำลังขยับเข้าสู่ความเป็นธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะกับงานเฝ้าดูแลสถานที่และทรัพย์สิน ซึ่งเดิมเคยถูกมองว่าเป็นงานที่ไม่เข้าเกณฑ์ค่าล่วงเวลา

บทความนี้ hr-odthai จะพาไปทำความเข้าใจที่มา เนื้อหาสำคัญ หลักการคำนวณ ตัวอย่างจริง และผลกระทบที่ทั้งนายจ้างและ รปภ. ต้องเตรียมรับมือ เพื่อไม่ให้ “ทำงานถูก แต่จ่ายผิด” หรือ “ทำงานครบ แต่ได้เงินไม่ครบ”

วันที่ประกาศและวันมีผลบังคับใช้ที่ต้องจำ

กฎกระทรวงกำหนดค่าโอที รปภ. พ.ศ. 2568 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2568 และกำหนดให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

ช่วงเวลา 1 ปีระหว่างประกาศและบังคับใช้นี้ ไม่ได้มีไว้ให้ผ่านไปเฉย ๆ แต่เป็นช่วง “ปรับตัว” สำหรับนายจ้าง บริษัท รปภ. ผู้รับเหมางานรักษาความปลอดภัย รวมถึงหน่วยงานที่ใช้บริการ เพื่อปรับระบบค่าจ้าง ตารางเวลาทำงาน และสัญญาจ้างให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่

หลายองค์กรที่มองไกล จะใช้ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสในการจัดระเบียบแรงงาน ลดความเสี่ยงกฎหมายแรงงาน และสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่เคารพสิทธิแรงงานอย่างแท้จริง

รายละเอียด กฎกระทรวงกำหนดค่าโอที รปภ. พ.ศ. 2568

รายละเอียด กฎกระทรวงกำหนดค่าโอที รปภ. พ.ศ. 2568

ยกเลิกกฎกระทรวง พ.ศ.2552 สิ้นสุดข้อยกเว้นที่อยู่มานาน

หัวใจสำคัญข้อแรกของกฎกระทรวงฉบับนี้ คือการ “ยกเลิก” กฎกระทรวงกำหนดงานที่ลูกจ้างไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาและค่าล่วงเวลาในวันหยุด พ.ศ. 2552

กฎกระทรวงปี 2552 เป็นกฎหมายที่กำหนดให้งานบางประเภท เช่น งานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สิน ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา แม้จะทำงานเกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน หรือทำงานในวันหยุดก็ตาม

ผลที่เกิดขึ้นคือ รปภ. จำนวนมากทำงานวันละ 10–12 ชั่วโมง บางแห่งทำงานเป็นกะยาว 24 ชั่วโมง แต่ยังได้รับค่าจ้างเท่าเดิม ไม่มีค่าล่วงเวลา ไม่มีค่าทำงานในวันหยุด ซึ่งในทางปฏิบัติกลายเป็นเรื่อง “ชิน” ทั้งของนายจ้างและลูกจ้าง

การยกเลิกกฎกระทรวงปี 2552 จึงเท่ากับการยกเลิกข้อยกเว้นนี้โดยสิ้นเชิง และทำให้งาน รปภ. กลับมาอยู่ภายใต้หลักการคุ้มครองแรงงานเช่นเดียวกับอาชีพอื่น

ทำงานล่วงเวลาในวันทำงาน ต้องได้อย่างน้อย 1.25 เท่า

ภายใต้กฎกระทรวงฉบับใหม่ หากนายจ้างให้ลูกจ้างในงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สิน ซึ่งเป็นหน้าที่การทำงานปกติ ทำงานเกินเวลาทำงานปกติในวันทำงาน นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 1.25 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมง

คำว่า “ไม่น้อยกว่า” หมายความว่า 1.25 เท่าเป็นอัตราขั้นต่ำ นายจ้างสามารถจ่ายมากกว่านี้ได้ตามนโยบายบริษัทหรือข้อตกลง แต่ไม่สามารถจ่ายต่ำกว่านี้ได้เด็ดขาด

ตัวอย่าง การทำงานและการจ่ายค่าตอบแทน รปภ.

ตัวอย่าง การทำงานและการจ่ายค่าตอบแทน รปภ.

ตัวอย่างการทำงานและการจ่ายค่าตอบแทน รปภ.

นายท๊อป เป็น รปภ. ทำงานในกรุงเทพมหานคร ได้รับค่าจ้างวันละ 372 บาท คิดเป็นชั่วโมงละ 46.50 บาท

หากทำงานปกติ 8 ชั่วโมง จะได้รับค่าจ้าง 372 บาทเต็มจำนวน

แต่หากทำงานเพิ่มอีก 4 ชั่วโมงในวันทำงานเดียวกัน ค่าล่วงเวลาจะคิดที่อัตรา 46.50 × 1.25 = 58.125 บาทต่อชั่วโมง

ทำงานล่วงเวลา 4 ชั่วโมง จะต้องได้รับเงินเพิ่ม 232.50 บาท

รวมแล้ว วันนั้นนายท๊อปต้องได้รับเงิน 604.50 บาท ไม่ใช่แค่ 372 บาทเหมือนในอดีต

ทำงานในวันหยุด อัตราเพิ่มเป็น 2.5 เท่า

สำหรับการทำงานในวันหยุด กฎหมายกำหนดอัตราค่าตอบแทนที่สูงกว่าอย่างชัดเจน โดยนายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาในวันหยุดไม่น้อยกว่า 2.5 เท่าของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงาน

เหตุผลก็ไม่ซับซ้อน วันหยุดคือวันที่แรงงานควรได้พักผ่อน การเรียกมาทำงานจึงต้องมีค่าตอบแทนที่เหมาะสม เพื่อชดเชยทั้งแรงกาย เวลา และคุณภาพชีวิต

ตัวอย่างเช่น หากนายท๊อปต้องมาทำงานในวันหยุด และอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงปกติคือ 46.50 บาท ค่าจ้างในวันหยุดต้องไม่ต่ำกว่า 116.25 บาทต่อชั่วโมง

ทำงาน 8 ชั่วโมงในวันหยุด ก็ต้องได้รับเงินไม่น้อยกว่า 930 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนคุณค่าของแรงงานมากกว่าที่เคยเป็นมา

ตัวอย่าง การทำงานและการจ่ายค่าตอบแทน รปภ.

ตัวอย่าง การทำงานและการจ่ายค่าตอบแทน รปภ.

กรณีตกลงเวลาทำงานพิเศษเกิน 8 ชั่วโมง แต่ไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์

อีกประเด็นหนึ่งที่หลายองค์กรต้องทำความเข้าใจให้ชัด คือกรณีที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกันให้มีเวลาทำงานปกติเกินวันละ 8 ชั่วโมง แต่เมื่อรวมเวลาทำงานทั้งสัปดาห์แล้วไม่เกิน 48 ชั่วโมง

กรณีนี้มักพบในงาน รปภ. ที่จัดตารางเป็นกะยาว เช่น วันละ 10 หรือ 12 ชั่วโมง แต่ทำงานสัปดาห์ละไม่เกิน 4 วัน

กฎหมายใหม่กำหนดว่า สำหรับลูกจ้างที่ไม่ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน นายจ้างต้องจ่ายค่าตอบแทนในอัตราไม่น้อยกว่า

  • 1.25 เท่า สำหรับชั่วโมงที่เกินในวันทำงาน
  • 2.5 เท่า สำหรับชั่วโมงที่เกินในวันหยุด
กล่าวง่าย ๆ คือ แม้จะตกลงกันไว้ล่วงหน้า แต่ชั่วโมงที่เกินจาก 8 ชั่วโมงต่อวัน ก็ยังถือเป็นชั่วโมงที่ต้องได้รับค่าตอบแทนพิเศษ ไม่สามารถเหมารวมเป็นค่าจ้างปกติได้เหมือนในอดีต

ผลกระทบต่อนายจ้าง และบริษัท รปภ.

สำหรับนายจ้าง โดยเฉพาะบริษัท รปภ. กฎกระทรวงฉบับนี้หมายถึงต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็เป็นโอกาสในการยกระดับมาตรฐานงานรักษาความปลอดภัย

  • องค์กรที่วางแผนดี อาจปรับระบบเป็น
  • ลดชั่วโมงล่วงเวลา เพิ่มจำนวนพนักงาน
  • จัดกะทำงานให้สมดุล
  • ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดภาระงาน

ทั้งหมดนี้ไม่เพียงลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย แต่ยังช่วยลดอัตราการลาออก เพิ่มคุณภาพงาน และสร้างความน่าเชื่อถือในระยะยาว

ผลดีต่อพนักงาน รปภ. ที่จับต้องได้จริง

สำหรับพนักงาน รปภ. กฎหมายนี้คือการยืนยันว่า “เวลาของคุณมีค่า” ชั่วโมงที่ทำงานเพิ่ม จะต้องแปลงเป็นค่าตอบแทนที่ชัดเจน ไม่ใช่เพียงคำว่าหน้าที่หรือความเสียสละ

รายได้ที่เพิ่มขึ้นจากโอทีและการทำงานในวันหยุด ช่วยให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ลดภาระหนี้ และสร้างแรงจูงใจในการทำงานอย่างมืออาชีพมากขึ้น

ที่สำคัญ ลูกจ้างสามารถใช้กฎหมายฉบับนี้เป็นฐานในการพูดคุย เจรจา และปกป้องสิทธิของตนเองได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่อาศัยความเกรงใจหรือความไม่รู้เหมือนที่ผ่านมา

สรุป

กฎกระทรวงกำหนดค่าโอที รปภ. พ.ศ. 2568 ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนตัวเลขอัตราค่าจ้าง แต่คือการเปลี่ยนมุมมองต่อแรงงานรักษาความปลอดภัยทั้งระบบ

จากงานที่เคยถูกยกเว้น กลายเป็นงานที่ได้รับการคุ้มครอง

จากชั่วโมงที่เคยถูกมองข้าม กลายเป็นชั่วโมงที่มีมูลค่า

จากกฎหมายที่อยู่บนกระดาษ กลายเป็นสิทธิที่ต้องเกิดขึ้นจริงในหน้างาน

ใครเป็นนายจ้าง ต้องรีบปรับตัว

ใครเป็น รปภ. ต้องรีบทำความเข้าใจ

เพราะเมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569 มาถึง กฎหมายฉบับนี้จะไม่ใช่ “เรื่องใหม่” อีกต่อไป แต่จะเป็นมาตรฐานที่ทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตาม

Topprofessional And Development

สถาบันฝึกอบรมและที่ปรึกษาทางด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์และองค์กร บริการให้คำปรึกษาด้านระบบ ISO แบบครบวงจรด้วยหลักสูตรคุณภาพอาจารย์ผู้สอนมากด้วยประสบการณ์

วันทำการ ( จันทร์ - เสาร์ เวลา 8:00 - 17:00 น. )

ติดตามเรา

icon-facebookicon-lineicon-youtubeicon-tiktok
Copyright 2023 © HERMES Digital Marketing . All Rights Reserved