บทความ

Quiet Quitting ภาวะหมดใจแต่ตัวยังอยู่

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า Quiet Quitting กลายเป็นคำฮิตในโลกการทำงาน โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ แต่ความจริงแล้ว ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพียงแต่ในอดีตเราอาจเรียกมันด้วยชื่ออื่น เช่น “ทำงานไปวัน ๆ”, “หมดไฟ”, หรือ “อยู่เพราะจำเป็นต้องอยู่” สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ วันนี้คนกล้าพูดถึงมันดังขึ้น และสังคมเริ่มตั้งคำถามกับระบบการทำงานแบบเดิมมากขึ้น

Quiet Quitting ภาวะหมดใจแต่ตัวยังอยู่

Quiet Quitting ภาวะหมดใจแต่ตัวยังอยู่

Quiet Quitting ไม่ได้หมายถึงการลาออกจริง ๆ แต่หมายถึง การที่พนักงานยังคงทำงานอยู่ในองค์กร ทำหน้าที่ตาม Job Description อย่างครบถ้วน แต่ไม่ทุ่มเทเกินกว่าที่ตกลงไว้ ไม่อุทิศชีวิต ไม่เอางานกลับไปคิดนอกเวลางาน และไม่พยายาม “วิ่งเพิ่ม” เพื่อองค์กรเหมือนที่ผ่านมา พูดง่าย ๆ คือ “ตัวยังอยู่ แต่ใจไม่อยู่แล้ว”

บทความนี้ hr-odthai จะพาไปทำความเข้าใจ Quiet Quitting อย่างรอบด้าน ตั้งแต่ความหมาย สาเหตุ ผลกระทบ มุมมองของพนักงานและองค์กร ไปจนถึงแนวทางรับมืออย่างสร้างสรรค์ในบริบทของการทำงานแบบไทย

Quiet Quitting ภาวะหมดใจแต่ตัวยังอยู่

Quiet Quitting ภาวะหมดใจแต่ตัวยังอยู่

Quiet Quitting คืออะไร ?

หากมองตามตัวอักษร Quiet Quitting แปลตรงตัวว่า “การลาออกแบบเงียบ ๆ” แต่ในความหมายเชิงพฤติกรรมการทำงาน มันไม่ใช่การยื่นใบลาออก หากเป็น การถอนการมีส่วนร่วมทางใจ (Emotional Withdrawal) ออกจากงาน

ลักษณะของ Quiet Quitting ที่พบบ่อย

  • ทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ไม่เกิน ไม่ขาด
  • เข้างานตรงเวลา เลิกงานตรงเวลา
  • ไม่รับงานนอกเหนือขอบเขตความรับผิดชอบ หากไม่มีค่าตอบแทนหรือข้อตกลงที่ชัดเจน
  • ไม่ตอบแชตงาน ไม่เช็กอีเมล นอกเวลางาน
  • ไม่แสดงความกระตือรือร้น หรือเสนอไอเดียใหม่เหมือนเดิม

พนักงานกลุ่มนี้ ไม่ได้ขี้เกียจ และ ไม่ได้ไร้ความสามารถ แต่เลือกจะรักษาพลังงานชีวิตของตนเองเอาไว้ เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาอาจสอนให้รู้ว่า “ทุ่มเทไปเท่าเดิม แต่ผลตอบแทนไม่เคยเพิ่มตาม”

Quiet Quitting ไม่ใช่ความขี้เกียจ

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุด คือ การมอง Quiet Quitting ว่าเป็นพฤติกรรมของคนไม่เอางาน ไม่สู้ หรือไม่รักองค์กร ความจริง คือ คนที่ Quiet Quit จำนวนมาก เคยเป็นพนักงานที่ทุ่มเทมาก่อน

หลายคนเคยเป็นคนที่

  • ทำงานเกินเวลาโดยไม่คิดค่า OT
  • รับงานแทนคนอื่นเพื่อให้งานทีมสำเร็จ
  • แบกความคาดหวังของหัวหน้าและองค์กร
  • รับหน้าที่งานเยอะจนเกินไป

แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่ได้รับกลับมาอาจเป็น

  • งานเพิ่ม แต่ตำแหน่งและรายได้เท่าเดิม
  • คำชมที่ไม่มีผลต่อการเติบโตจริง
  • ความเหนื่อยล้าสะสม จนกระทบสุขภาพกายและใจ

Quiet Quitting จึงไม่ใช่การเริ่มต้นจากความขี้เกียจ แต่เป็น กลไกป้องกันตัวเอง หลังจากการทุ่มเทอย่างต่อเนื่องโดยไม่เห็นปลายทาง

Quiet Quitting ภาวะหมดใจแต่ตัวยังอยู่

Quiet Quitting ภาวะหมดใจแต่ตัวยังอยู่

ทำไม Quiet Quitting ถึงเกิดขึ้นมากในยุคนี้?

1. ภาวะ Burnout ที่สะสมยาวนาน

  • Burnout คือ ภาวะเหนื่อยล้าทางอารมณ์ ร่างกาย และจิตใจจากการทำงานหนักต่อเนื่อง โดยไม่สามารถฟื้นพลังได้อย่างเพียงพอ เมื่อ Burnout ไม่ได้รับการแก้ไข สิ่งที่ตามมา คือ การ “ลดระดับความผูกพันกับงาน” ซึ่งก็คือ Quiet Quitting

2. คนรุ่นใหม่ให้คุณค่ากับ Work-Life Balance

  • คนทำงานรุ่นใหม่ไม่ได้มองว่างาน คือ ทุกอย่างของชีวิต พวกเขาให้ความสำคัญกับสุขภาพ ครอบครัว เวลา และคุณภาพชีวิต การทำงานหนักจนไม่มีชีวิตส่วนตัวจึงไม่ใช่เป้าหมายที่น่าภูมิใจเหมือนในอดีต

3. ทุ่มเทเพิ่ม แต่รายได้เท่าเดิม

  • หนึ่งในประโยคที่สะท้อน Quiet Quitting ได้ดีที่สุด คือ
“ทำงานเกินหน้าที่…แต่รายได้เท่าเดิม ใครจะอยากทำ?”

เมื่อความพยายามไม่สะท้อนกลับมาเป็นค่าตอบแทนหรือความก้าวหน้า พนักงานย่อมเลือกหยุดลงทุนทางใจ

4. วัฒนธรรมการทำงานที่คาดหวังเกินขอบเขต

การคาดหวังให้พนักงาน

  • พร้อมทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
  • ตอบแชตทันที แม้นอกเวลางาน
  • เสียสละชีวิตส่วนตัวเพื่อองค์กร

คือ แรงผลักสำคัญที่ทำให้คนจำนวนมากเลือก Quiet Quit แทนการลาออกทันที

5. อิทธิพลจากโซเชียลมีเดีย

  • แพลตฟอร์มอย่าง TikTok ทำให้แนวคิด Quiet Quitting แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว หลายคนเริ่มรู้สึกว่า “เราไม่ได้คิดอยู่คนเดียว” และกล้าที่จะตั้งคำถามกับการทำงานแบบเดิม

Quiet Quitting กับบริบทสังคมการทำงานไทย

ในสังคมไทย การทำงานหนักมักถูกผูกกับคำว่า “ขยัน”, “อดทน”, และ “เสียสละ” คนที่ทำงานเกินเวลาโดยไม่บ่น มักถูกมองว่าเป็นคนดี คนเก่ง และมีใจให้องค์กร

เมื่อ Quiet Quitting เกิดขึ้น จึงมักถูกมองในแง่ลบ เช่น

  • ไม่ทุ่มเท
  • ไม่มีใจรักองค์กร
  • ทำงานแบบเอาตัวรอด

แต่หากมองให้ลึก Quiet Quitting อาจเป็น สัญญาณเตือนเงียบ ๆ ว่ามีบางอย่างในระบบการบริหารที่ไม่สมดุล เช่น

  • ภาระงานไม่สอดคล้องกับทรัพยากร
  • ความคาดหวังไม่ชัดเจน
  • การประเมินผลงานที่ไม่เป็นธรรม

ผลกระทบของ Quiet Quitting ต่อองค์กร

แม้พนักงานจะยังไม่ลาออก แต่องค์กรกลับได้รับผลกระทบในหลายมิติ

1. ประสิทธิภาพโดยรวมลดลง

  • เมื่อพนักงานทำงานแค่ตามหน้าที่ขั้นต่ำ องค์กรจะสูญเสียพลังสร้างสรรค์ ไอเดียใหม่ และแรงผลักดันในการพัฒนา

2. งานตกอยู่กับคนเดิม

  • ในทีมที่มี Quiet Quitting มักเกิดภาวะ “คนเก่งแบกงาน” เพราะยังมีบางคนที่ทุ่มเทเกินขอบเขต ส่งผลให้คนกลุ่มนี้เสี่ยง Burnout และอาจลาออกจริงในที่สุด

3. วัฒนธรรมองค์กรอ่อนแรง

  • เมื่อความทุ่มเทไม่ถูกเห็นคุณค่า วัฒนธรรมการทำงานเชิงบวกจะค่อย ๆ หายไป เหลือเพียงการทำงานเพื่อให้ผ่านวันไป

4. ต้นทุนการลาออกในอนาคต

  • Quiet Quitting มักเป็นขั้นตอนก่อนการลาออกจริง หากองค์กรไม่รับรู้และแก้ไข ปัญหาจะลุกลามเป็นการสูญเสียคนเก่งในระยะยาว
Quiet Quitting ภาวะหมดใจแต่ตัวยังอยู่

Quiet Quitting ภาวะหมดใจแต่ตัวยังอยู่

Quiet Quitting เป็นความผิดของใคร?

คำถามสำคัญ คือ Quiet Quitting เป็นความผิดของพนักงานหรือไม่?

คำตอบ คือ ไม่ใช่ปัญหาของพนักงานฝ่ายเดียว และก็ไม่ใช่ความผิดขององค์กรฝ่ายเดียวเช่นกัน แต่เป็น “ผลลัพธ์” ของระบบการทำงานที่ไม่สมดุล

  • หากพนักงานไม่สื่อสารความรู้สึก องค์กรก็อาจไม่รู้ปัญหา
  • หากองค์กรไม่เปิดพื้นที่ให้พูด พนักงานก็เลือกเงียบ

ความเงียบจึงกลายเป็นทางออกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย…แต่ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด

องค์กรควรรับมือกับ Quiet Quitting อย่างไร?

1. ฟังให้มากกว่าพูด

  • ผู้บริหารและหัวหน้าควรเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นอย่างจริงใจ ไม่ใช่แค่แบบฟอร์มประเมินปีละครั้ง แต่เป็นการพูดคุยที่เกิดขึ้นจริง

2. ทบทวนภาระงานและความคาดหวัง

  • งานที่ดีควรมีขอบเขตชัดเจน หากต้องการมากกว่านั้น ต้องมีค่าตอบแทนหรือการยอมรับที่เหมาะสม

3. ให้คุณค่ากับผลงาน ไม่ใช่เวลาที่นั่งอยู่

  • การวัดผลงานจากการอยู่ดึก ไม่ใช่ตัวชี้วัดประสิทธิภาพที่แท้จริง องค์กรควรให้คุณค่ากับผลลัพธ์ มากกว่าชั่วโมงการทำงาน

4. สร้างวัฒนธรรม Work-Life Balance ที่ทำได้จริง

  • ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่ต้องสะท้อนผ่านพฤติกรรมของผู้บริหารและนโยบายองค์กร

แล้วพนักงานควรทำอย่างไร หากกำลัง Quiet Quit?

1. สำรวจใจตัวเองอย่างซื่อสัตย์

  • คุณหมดไฟเพราะอะไร? งานหนักเกินไป? ไม่เห็นอนาคต? หรือปัญหาที่หัวหน้า?

2. สื่อสารก่อนจะเงียบถาวร

  • หากเป็นไปได้ การพูดคุยกับหัวหน้าหรือ HR อาจช่วยเปลี่ยนสถานการณ์ได้

3. ดูแลสุขภาพกายและใจ

  • การรักษาสมดุลชีวิตไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว แต่คือ พื้นฐานของการทำงานอย่างยั่งยืน

4. หากถึงจุดที่แก้ไม่ได้ การลาออกไม่ใช่ความล้มเหลว

  • บางครั้ง Quiet Quitting คือ สัญญาณว่า ถึงเวลาต้องเปลี่ยนเส้นทาง

สรุป

Quiet Quitting คือ เสียงเงียบของคนทำงานที่เคยพยายามแล้ว แต่เลือกถอยเพื่อรักษาตัวเอง มันไม่ใช่เรื่องของความขี้เกียจ แต่คือผลสะท้อนของโลกการทำงานที่กำลังเปลี่ยนไป

สำหรับองค์กร Quiet Quitting คือ สัญญาณเตือนล่วงหน้า หากรับฟังและปรับตัวได้ทัน อาจเปลี่ยนเสียงเงียบให้กลับมาเป็นพลังได้อีกครั้ง แต่หากมองข้าม เสียงเงียบนี้อาจกลายเป็นการจากไปอย่างถาวรในวันหนึ่ง

เพราะในโลกการทำงานยุคใหม่…

คนอาจไม่ลาออกทันที แต่ใจเขาอาจลาออกไปก่อนนานแล้ว
Topprofessional And Development

สถาบันฝึกอบรมและที่ปรึกษาทางด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์และองค์กร บริการให้คำปรึกษาด้านระบบ ISO แบบครบวงจรด้วยหลักสูตรคุณภาพอาจารย์ผู้สอนมากด้วยประสบการณ์

วันทำการ ( จันทร์ - เสาร์ เวลา 8:00 - 17:00 น. )

ติดตามเรา

icon-facebookicon-lineicon-youtubeicon-tiktok
Copyright 2023 © HERMES Digital Marketing . All Rights Reserved