บทความ

7 ตัวชี้วัดด้าน HR ที่ HR Business Partner (HRBP)ต้องรู้

ในอดีต งาน HR มักถูกมองว่าเป็นงานสนับสนุนหลังบ้าน ดูแลเอกสาร สวัสดิการ เงินเดือน การลา และระเบียบพนักงาน แต่ในโลกธุรกิจปัจจุบัน บทบาทของ HR ได้เปลี่ยนไปอย่างมาก โดยเฉพาะตำแหน่ง HR Business Partner หรือ HRBP ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้ดูแลคน แต่ต้องเป็น “คู่คิดทางธุรกิจ” ให้กับผู้บริหารและหัวหน้างาน

7 ตัวชี้วัดด้าน HR ที่ HR Business Partner (HRBP)ต้องรู้

7 ตัวชี้วัดด้าน HR ที่ HR Business Partner (HRBP)ต้องรู้

HRBP ที่ดีต้องเข้าใจทั้งคนและธุรกิจ ต้องรู้ว่าปัญหาด้านคนส่งผลต่อยอดขาย ต้นทุน คุณภาพงาน ความเร็วในการเติบโต และความสามารถในการแข่งขันขององค์กรอย่างไร พูดง่าย ๆ คือ HRBP ไม่ได้ถือแค่แฟ้มประวัติพนักงาน แต่ต้องถือ “ข้อมูล” ที่ช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญของ HRBP คือ ตัวชี้วัดด้าน HR หรือ HR Metrics เพราะตัวเลขเหล่านี้ช่วยเปลี่ยนความรู้สึกให้กลายเป็นหลักฐาน เปลี่ยนข้อสังเกตให้เป็นข้อมูล และเปลี่ยนปัญหาที่พูดกันในวงกาแฟให้เป็นแผนงานที่ลงมือแก้ไขได้จริง

บทความนี้จะพาไปรู้จัก 7 ตัวชี้วัดด้าน HR ที่ HR Business Partner ต้องรู้ พร้อมอธิบายว่าทำไมตัวชี้วัดเหล่านี้จึงสำคัญ และ HRBP ควรนำไปใช้ขับเคลื่อนองค์กรอย่างไร

1. อัตราการขาดงานและต้นทุน Absence Rate and Cost

การขาดงานเป็นเรื่องที่หลายองค์กรคุ้นเคย แต่ไม่ใช่ทุกองค์กรที่จะวัดผลกระทบของการขาดงานอย่างจริงจัง บางแห่งมองว่าเป็นเรื่องปกติของการทำงาน มีคนลาป่วย ลากิจ หรือขาดงานบ้างเป็นธรรมดา แต่สำหรับ HRBP การขาดงานไม่ใช่เพียงตัวเลขวันลาในระบบ แต่เป็นสัญญาณที่สะท้อนสุขภาพองค์กร วัฒนธรรมการทำงาน ภาระงาน ความผูกพัน และประสิทธิภาพการบริหารทีม

อัตราการขาดงานและต้นทุน (Absence Rate and Cost) และ . คะแนนความพึงพอใจพนักงาน (eNPS - Employee Net Promoter Score)

อัตราการขาดงานและต้นทุน (Absence Rate and Cost) และ . คะแนนความพึงพอใจพนักงาน (eNPS - Employee Net Promoter Score)

อัตราการขาดงานสามารถคำนวณได้จากจำนวนวันที่พนักงานขาดงาน เทียบกับจำนวนวันทำงานทั้งหมดของพนักงานในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น รายเดือน รายไตรมาส หรือรายปี หากองค์กรมีอัตราการขาดงานสูงผิดปกติ อาจสะท้อนปัญหาหลายด้าน เช่น พนักงานเหนื่อยล้าจากงานมากเกินไป สุขภาพจิตไม่ดี สภาพแวดล้อมการทำงานไม่เหมาะสม หัวหน้างานบริหารคนไม่ดี หรือพนักงานขาดแรงจูงใจในการมาทำงาน

สิ่งที่ HRBP ต้องให้ความสำคัญไม่ใช่เพียง “ใครขาดงานบ่อย” แต่ต้องวิเคราะห์ให้ลึกว่า “ทำไมจึงขาดงานบ่อย” และ “การขาดงานนั้นกระทบธุรกิจอย่างไร” เพราะทุกวันที่พนักงานไม่มาทำงาน องค์กรอาจต้องแบกรับต้นทุนที่มองไม่เห็น เช่น งานล่าช้า ลูกค้ารอนาน ทีมอื่นต้องรับภาระเพิ่ม ต้องจ่ายค่าล่วงเวลา หรือประสิทธิภาพการผลิตลดลง

ตัวอย่างเช่น โรงงานที่มีพนักงานขาดงานจำนวนมากในสายการผลิต อาจทำให้กำลังการผลิตลดลง ส่งมอบสินค้าไม่ทัน และเสียความเชื่อมั่นจากลูกค้า หรือในธุรกิจบริการ หากพนักงานหน้าร้านขาดงานบ่อย ลูกค้าอาจได้รับบริการช้าลง คุณภาพบริการลดลง และส่งผลต่อยอดขายในที่สุด

หน้าที่ของ HRBP คือการติดตามอัตราการขาดงานและต้นทุนที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ จากนั้นนำข้อมูลไปพูดคุยกับผู้จัดการแต่ละหน่วยงานเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ใช่รีบสรุปว่าพนักงานไม่มีวินัยเสมอไป เพราะบางครั้งการขาดงานจำนวนมากอาจเกิดจากการจัดตารางงานที่หนักเกินไป ระบบกะที่ไม่เหมาะสม หรือหัวหน้างานที่สร้างความเครียดให้ทีมโดยไม่รู้ตัว

มาตรการที่ HRBP สามารถผลักดันได้ เช่น การปรับตารางงานให้เหมาะสม การทำโครงการดูแลสุขภาพพนักงาน การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต การทบทวนนโยบายการลา การฝึกอบรมหัวหน้างานเรื่องการบริหารทีม หรือการใช้ระบบแจ้งเตือนเมื่อพนักงานมีแนวโน้มขาดงานบ่อยผิดปกติ

การลดการขาดงานไม่ได้หมายถึงการบังคับให้พนักงานมาทำงานทุกกรณี แต่หมายถึงการจัดการสาเหตุที่ทำให้พนักงานไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ HRBP ที่อ่านตัวเลขนี้เป็น จะช่วยองค์กรลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ยั่งยืนมากขึ้น

2. คะแนนความพึงพอใจพนักงาน

eNPS - Employee Net Promoter Score

พนักงานที่พึงพอใจและผูกพันกับองค์กร มักมีแนวโน้มทำงานได้ดี อยู่กับองค์กรนาน และเต็มใจช่วยผลักดันเป้าหมายของบริษัท ในทางตรงกันข้าม พนักงานที่ไม่พึงพอใจ แม้จะยังไม่ลาออก แต่ก็อาจทำงานแบบหมดไฟ ไม่เสนอไอเดีย ไม่ร่วมมือ หรือทำงานเพียงให้ผ่านไปวัน ๆ ซึ่งอาการแบบนี้ในองค์กรไทยบางแห่งเรียกว่า “ตัวอยู่ แต่วิญญาณกลับบ้านไปก่อนแล้ว”

eNPS หรือ Employee Net Promoter Score เป็นตัวชี้วัดที่ใช้วัดระดับความพึงพอใจและความผูกพันของพนักงาน โดยมักใช้คำถามง่าย ๆ เช่น “คุณมีแนวโน้มจะแนะนำองค์กรนี้ให้เพื่อนหรือคนรู้จักมาทำงานมากน้อยเพียงใด” จากนั้นให้พนักงานให้คะแนนตั้งแต่ 0 ถึง 10

คะแนนที่ได้สามารถแบ่งพนักงานออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้สนับสนุนองค์กร กลุ่มเป็นกลาง และกลุ่มที่ไม่พึงพอใจ ข้อมูลนี้ช่วยให้ HRBP เห็นภาพรวมของบรรยากาศองค์กรได้ชัดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อแยกวิเคราะห์ตามแผนก ระดับตำแหน่ง อายุงาน หรือสถานที่ทำงาน

บทบาทของ HRBP คือการใช้ eNPS เป็นเครื่องมือรับฟังเสียงพนักงานอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ทำแบบสอบถามปีละครั้งแล้วเก็บเข้าลิ้นชักเหมือนเอกสารโบราณในห้องเก็บของ แต่ต้องนำผลลัพธ์มาวิเคราะห์ต่อว่าอะไรคือปัจจัยที่ทำให้พนักงานพึงพอใจหรือไม่พึงพอใจ

ตัวอย่างเช่น หากคะแนน eNPS ของแผนกหนึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยองค์กรอย่างชัดเจน HRBP ควรเข้าไปสำรวจเพิ่มเติม อาจใช้การสัมภาษณ์กลุ่มย่อย การพูดคุยกับหัวหน้างาน หรือการดูข้อมูลประกอบ เช่น อัตราการลาออก อัตราการขาดงาน หรือผลการประเมินผลงาน เพื่อหาความเชื่อมโยงของปัญหา

eNPS ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ HRBP รายงานผู้บริหารได้อย่างมีน้ำหนัก แทนที่จะบอกว่า “พนักงานดูไม่ค่อยมีความสุข” ซึ่งอาจฟังดูเป็นความรู้สึกส่วนตัว HRBP สามารถนำเสนอข้อมูลว่า “คะแนน eNPS ของฝ่ายปฏิบัติการลดลงจาก 35 เหลือ 12 ภายใน 6 เดือน และประเด็นหลักที่พนักงานสะท้อนคือภาระงานและการสื่อสารจากหัวหน้างาน” แบบนี้ผู้บริหารจะเห็นปัญหาชัดและตัดสินใจได้ง่ายกว่า

อย่างไรก็ตาม eNPS ไม่ควรถูกใช้เป็นเพียงคะแนนเพื่อวัดผล HR เท่านั้น แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง หากองค์กรถามความคิดเห็นพนักงานแล้วไม่ทำอะไรต่อ ความเชื่อมั่นจะลดลงมากกว่าเดิม เพราะพนักงานจะรู้สึกว่า “ถามไปก็เท่านั้น” ดังนั้น HRBP ต้องช่วยผลักดันแผนปฏิบัติการหลังการสำรวจ เช่น การปรับปรุงการสื่อสารภายใน การพัฒนาหัวหน้างาน การสร้างกิจกรรมเพิ่มความผูกพัน หรือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่พนักงานสะท้อนซ้ำ ๆ

3. อัตราการลาออก Turnover Rates

อัตราการลาออกเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่ HRBP ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะการสูญเสียพนักงานไม่ได้หมายถึงแค่ต้องหาคนใหม่มาแทน แต่หมายถึงการสูญเสียความรู้ ประสบการณ์ ความต่อเนื่องของงาน ความสัมพันธ์กับลูกค้า และต้นทุนในการสรรหา อบรม และปรับตัวของพนักงานใหม่

อัตราการลาออก Turnover Rates และ ประสิทธิผลของการฝึกอบรม Training Effectiveness

อัตราการลาออก Turnover Rates และ ประสิทธิผลของการฝึกอบรม Training Effectiveness

หลายองค์กรรู้ว่ามีคนลาออก แต่ไม่รู้ว่าการลาออกนั้น “แพง” แค่ไหน ต้นทุนการลาออกอาจรวมถึงค่าโฆษณารับสมัครงาน เวลาของทีมสรรหา เวลาของหัวหน้างานในการสัมภาษณ์ ค่าอบรมพนักงานใหม่ ผลผลิตที่ลดลงในช่วงทดลองงาน และผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของคนที่ยังอยู่

HRBP ต้องไม่มองอัตราการลาออกเป็นตัวเลขรวมเพียงตัวเดียว แต่ควรแยกวิเคราะห์หลายมิติ เช่น ลาออกโดยสมัครใจหรือลาออกจากการเลิกจ้าง ลาออกในช่วงทดลองงานหรือหลังทำงานมานาน ลาออกจากแผนกใด ตำแหน่งใด หัวหน้างานคนใด หรือกลุ่มพนักงานใดมีแนวโน้มลาออกมากกว่าปกติ

หากอัตราการลาออกสูงในช่วงทดลองงาน อาจสะท้อนว่ากระบวนการสรรหาไม่แม่นยำ การสื่อสารลักษณะงานไม่ตรงกับความจริง หรือระบบ onboarding ไม่ดีพอ หากคนเก่งลาออกจำนวนมาก อาจสะท้อนปัญหาเรื่องค่าตอบแทน โอกาสเติบโต ภาวะผู้นำ หรือวัฒนธรรมองค์กร หากพนักงานลาออกจากทีมเดียวกันต่อเนื่อง HRBP ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะอาจมีปัญหาเชิงการบริหารที่ซ่อนอยู่

หน้าที่ของ HRBP คือการใช้ข้อมูลอัตราการลาออกเพื่อเตือนภัยล่วงหน้า ไม่ใช่รอให้คนยื่นใบลาออกแล้วค่อยถามว่า “ทำไมถึงไป” เพราะถึงตอนนั้นหลายคนได้ตัดสินใจไปแล้ว การทำ exit interview มีประโยชน์ แต่ไม่เพียงพอ HRBP ควรทำ stay interview กับพนักงานที่ยังอยู่ด้วย เพื่อถามว่าอะไรทำให้พวกเขาอยู่ต่อ อะไรอาจทำให้พวกเขาอยากลาออก และองค์กรควรปรับปรุงเรื่องใด

การจัดการอัตราการลาออกต้องทำร่วมกับผู้บริหารสายงาน ไม่ใช่ HRBP ทำคนเดียว เพราะสาเหตุการลาออกจำนวนมากเกิดขึ้นในชีวิตการทำงานประจำวัน เช่น ความสัมพันธ์กับหัวหน้า ปริมาณงาน การยอมรับผลงาน ความยุติธรรมในทีม และโอกาสเติบโต HRBP จึงต้องทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้หัวหน้างาน กล้าสะท้อนข้อมูล และเสนอแนวทางแก้ไขอย่างตรงไปตรงมา

ตัวชี้วัดนี้ยังช่วยให้องค์กรวางแผนกำลังคนได้ดีขึ้น หากรู้ว่าบางตำแหน่งมีอัตราการลาออกสูงเป็นประจำ HRBP อาจต้องปรับกลยุทธ์การสรรหา สร้าง talent pool เตรียมแผนสืบทอดตำแหน่ง หรือทบทวนโครงสร้างค่าตอบแทนให้แข่งขันได้มากขึ้น

4. ประสิทธิผลของการฝึกอบรม Training Effectiveness

องค์กรจำนวนมากใช้งบประมาณจำนวนไม่น้อยไปกับการฝึกอบรม แต่คำถามสำคัญคือ “อบรมแล้วเกิดผลจริงหรือไม่” เพราะการส่งพนักงานเข้าอบรมไม่ได้แปลว่าพนักงานจะเก่งขึ้นเสมอไป บางหลักสูตรสนุกมาก อาหารว่างอร่อย วิทยากรพูดดี แต่กลับไม่มีผลต่อการทำงานจริง แบบนี้เรียกว่าได้ความบันเทิงมากกว่าการพัฒนา

Training Effectiveness คือการวัดว่าการฝึกอบรมช่วยเพิ่มความรู้ ทักษะ พฤติกรรม หรือผลการทำงานของพนักงานได้จริงหรือไม่ ตัวชี้วัดนี้สำคัญมากสำหรับ HRBP เพราะ HRBP มักมีบทบาทในการระบุความต้องการพัฒนา ร่วมออกแบบหลักสูตร และผลักดันให้การเรียนรู้เชื่อมโยงกับเป้าหมายธุรกิจ

การวัดประสิทธิผลของการฝึกอบรมอาจทำได้หลายระดับ เช่น วัดความพึงพอใจหลังอบรม วัดความรู้ก่อนและหลังอบรม วัดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในงานจริง หรือวัดผลลัพธ์ทางธุรกิจที่เกิดขึ้นหลังการอบรม เช่น ยอดขายเพิ่มขึ้น ข้อผิดพลาดลดลง เวลาทำงานสั้นลง หรือคะแนนความพึงพอใจของลูกค้าสูงขึ้น

HRBP ควรระวังการวัดผลเพียงระดับความพึงพอใจหลังอบรม เพราะผู้เข้าอบรมอาจให้คะแนนสูงเพราะชอบบรรยากาศ ชอบวิทยากร หรือชอบสถานที่ แต่ไม่ได้แปลว่าได้นำความรู้ไปใช้จริง ดังนั้น HRBP ต้องทำงานร่วมกับหัวหน้างานเพื่อกำหนดเป้าหมายการอบรมตั้งแต่ต้นว่า หลังอบรมแล้วพนักงานควรทำอะไรได้ดีขึ้น และจะวัดผลอย่างไร

ตัวอย่างเช่น หากองค์กรจัดอบรมทักษะการขาย HRBP ไม่ควรวัดแค่ว่าพนักงานพึงพอใจต่อหลักสูตรกี่คะแนน แต่ควรวัดว่าหลังอบรม พนักงานมีอัตราปิดการขายดีขึ้นหรือไม่ มูลค่าการขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นหรือไม่ หรือสามารถนำเสนอสินค้าได้ตรงความต้องการลูกค้ามากขึ้นหรือไม่

อีกตัวอย่างหนึ่ง หากจัดอบรมหัวหน้างานเรื่องการให้ feedback HRBP อาจวัดผลจากการประเมินของลูกทีม จำนวนการพูดคุย performance conversation ที่เกิดขึ้นจริง หรือการลดลงของข้อร้องเรียนเกี่ยวกับหัวหน้างาน

หน้าที่สำคัญของ HRBP คือทำให้การอบรมไม่ใช่กิจกรรมตามปฏิทิน แต่เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาธุรกิจ หากธุรกิจมีปัญหาคุณภาพงานต่ำ การอบรมควรช่วยลดข้อผิดพลาด หากองค์กรต้องการขยายตลาด การอบรมควรช่วยเพิ่มความสามารถด้านการขายหรือการบริหารลูกค้า หากองค์กรต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การอบรมควรช่วยให้พนักงานใช้เทคโนโลยีได้จริง

Training Effectiveness จึงเป็นตัวชี้วัดที่ช่วยให้ HRBP พูดกับผู้บริหารได้อย่างมั่นใจว่า การพัฒนาคนไม่ใช่ค่าใช้จ่ายลอย ๆ แต่เป็นกระบวนการสร้างขีดความสามารถให้องค์กร

5. ผลตอบแทนจากการลงทุนด้านการอบรม Training ROI

หาก Training Effectiveness ตอบคำถามว่า “อบรมแล้วได้ผลหรือไม่” Training ROI จะตอบคำถามต่อไปว่า “ผลที่ได้คุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนไปหรือไม่” ตัวชี้วัดนี้สำคัญมากสำหรับ HRBP เพราะในโลกธุรกิจ ผู้บริหารไม่ได้ต้องการรู้เพียงว่าพนักงานชอบหลักสูตรหรือไม่ แต่ต้องการเห็นว่าการลงทุนด้านการพัฒนาคนส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร

ผลตอบแทนจากการลงทุนด้านการอบรม Training ROI และ คุณภาพของการรับพนักงานใหม่
Quality of Hire

ผลตอบแทนจากการลงทุนด้านการอบรม Training ROI และ คุณภาพของการรับพนักงานใหม่ Quality of Hire

Training ROI หรือ Return on Investment จากการอบรม เป็นการเปรียบเทียบผลประโยชน์ที่ได้รับจากการอบรมกับต้นทุนที่ใช้ไป ต้นทุนอาจรวมถึงค่าวิทยากร ค่าเอกสาร ค่าเดินทาง ค่าเช่าสถานที่ ค่าอาหาร ค่าแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงเวลาทำงานของพนักงานที่ใช้ไปกับการอบรม ส่วนผลประโยชน์อาจเป็นยอดขายที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ลดลง ผลผลิตที่สูงขึ้น ข้อผิดพลาดที่ลดลง หรือเวลาทำงานที่ประหยัดได้

HRBP ต้องสามารถช่วยองค์กรเชื่อมโยงการอบรมกับผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ เช่น หลังจากอบรมทีมขาย ยอดขายเฉลี่ยต่อคนเพิ่มขึ้น หลังจากอบรมทีมผลิต อัตราของเสียลดลง หลังจากอบรมหัวหน้างาน อัตราการลาออกในทีมลดลง หรือหลังจากอบรมระบบใหม่ เวลาทำงานเอกสารลดลงอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม การวัด Training ROI ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผลลัพธ์ทางธุรกิจอาจได้รับอิทธิพลจากหลายปัจจัย ไม่ใช่การอบรมเพียงอย่างเดียว เช่น ยอดขายที่เพิ่มขึ้นอาจเกิดจากโปรโมชั่น สภาพตลาด หรือฤดูกาล ดังนั้น HRBP ต้องใช้วิธีวิเคราะห์อย่างรอบคอบ อาจเปรียบเทียบก่อนและหลังอบรม เปรียบเทียบกลุ่มที่อบรมกับกลุ่มที่ยังไม่อบรม หรือใช้ข้อมูลจากหัวหน้างานประกอบ

แม้จะไม่สามารถวัด ROI ได้สมบูรณ์แบบทุกหลักสูตร แต่ HRBP ควรเลือกวัดอย่างจริงจังในหลักสูตรที่ใช้งบประมาณสูงหรือเชื่อมโยงกับเป้าหมายธุรกิจสำคัญ เช่น หลักสูตรผู้นำ หลักสูตรการขาย หลักสูตรด้านความปลอดภัย หลักสูตรลดข้อผิดพลาด หรือหลักสูตรเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

การนำเสนอ Training ROI ที่ดีควรไม่ใช่แค่ตัวเลขกำไรขาดทุน แต่ควรเล่าให้เห็นภาพว่า “องค์กรลงทุนอะไร ได้อะไร และส่งผลต่อธุรกิจอย่างไร” เช่น “โครงการอบรมทักษะการเจรจาต่อรองใช้งบประมาณ 500,000 บาท หลังอบรม 6 เดือน ทีมจัดซื้อสามารถลดต้นทุนการจัดซื้อได้ 3 ล้านบาท คิดเป็นผลตอบแทนที่สูงกว่างบลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ”

เมื่อ HRBP สามารถแสดง ROI ได้ ผู้บริหารจะมองการพัฒนาคนในมุมใหม่ จากเดิมที่อาจมองว่าเป็นค่าใช้จ่าย จะเริ่มเห็นว่าเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนได้จริง และนี่คือจุดที่ HRBP ก้าวจากงานสนับสนุนไปสู่บทบาทเชิงกลยุทธ์อย่างแท้จริง

6. คุณภาพของการรับพนักงานใหม่Quality of Hire

การรับคนใหม่ไม่ใช่ความสำเร็จเพียงเพราะปิดตำแหน่งได้เร็ว แต่ความสำเร็จที่แท้จริงคือการได้ “คนที่ใช่” เข้ามาทำงาน สร้างผลงาน และเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้ หากรับคนเร็วแต่ไม่เหมาะสม สุดท้ายองค์กรอาจต้องเสียเวลาสอนงาน เสียต้นทุนแก้ไขปัญหา หรือเริ่มกระบวนการสรรหาใหม่อีกครั้ง ซึ่งไม่ต่างจากการซื้อรองเท้าผิดไซซ์ ใส่เดินอย่างไรก็เจ็บ

Quality of Hire คือการวัดคุณภาพของพนักงานใหม่หลังจากเข้ามาทำงานแล้ว โดยอาจดูจากหลายปัจจัย เช่น ผลการปฏิบัติงานในช่วงทดลองงาน ความสามารถในการเรียนรู้งาน ความเหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กร ความพึงพอใจของหัวหน้างาน การอยู่ต่อหลังผ่านช่วงทดลองงาน หรือศักยภาพในการเติบโตระยะยาว

ตัวชี้วัดนี้สำคัญต่อ HRBP เพราะช่วยสะท้อนว่ากลยุทธ์การสรรหาและคัดเลือกขององค์กรมีประสิทธิภาพเพียงใด HRBP ไม่ควรมองการรับสมัครงานเป็นเพียงหน้าที่ของทีม Recruitment เท่านั้น แต่ต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้เข้าใจว่าธุรกิจต้องการคนแบบไหน ทักษะใดสำคัญจริง และคุณลักษณะใดที่ทำให้พนักงานประสบความสำเร็จในบริบทขององค์กร

หากพนักงานใหม่จำนวนมากผลงานไม่ดีหรือออกจากงานเร็ว HRBP ต้องช่วยวิเคราะห์ว่าสาเหตุอยู่ที่ใด อาจเป็นเพราะ job description ไม่ชัดเจน กระบวนการสัมภาษณ์ไม่สามารถวัดทักษะที่จำเป็นได้จริง หัวหน้างานเลือกคนจากความรู้สึกมากกว่าหลักฐาน เงินเดือนที่เสนอไม่ดึงดูดคนคุณภาพ หรือระบบ onboarding ไม่ช่วยให้พนักงานใหม่ปรับตัวได้ดีพอ

การวัด Quality of Hire ควรทำร่วมกันระหว่าง HRBP, Recruitment และ Line Manager เช่น หลังพนักงานเข้าทำงานครบ 3 เดือนหรือ 6 เดือน อาจประเมินว่าพนักงานมีผลงานตามความคาดหวังหรือไม่ ปรับตัวเข้ากับทีมได้ดีเพียงใด และมีแนวโน้มเติบโตหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยปรับปรุงการสรรหาในอนาคต

ตัวอย่างเช่น หากพบว่าพนักงานที่มาจากช่องทางหนึ่งมีผลงานดีและอยู่กับองค์กรนานกว่า HRBP อาจแนะนำให้เพิ่มงบประมาณหรือความสำคัญกับช่องทางนั้น หากพบว่าพนักงานที่ผ่านการสัมภาษณ์โดยใช้แบบทดสอบเฉพาะทางมีผลงานดีกว่าการสัมภาษณ์แบบทั่วไป องค์กรก็ควรนำวิธีนั้นมาใช้มากขึ้น

Quality of Hire ยังช่วยให้ HRBP สนับสนุนแผนธุรกิจได้ดีขึ้น เพราะธุรกิจที่เติบโตเร็วต้องการคนที่พร้อมสร้างผลลัพธ์ ไม่ใช่แค่เติมจำนวนพนักงานให้ครบตามแผนกำลังคน การมีคนมากไม่ได้แปลว่าองค์กรแข็งแรง หากคนที่รับเข้ามาไม่เหมาะสม องค์กรอาจโตแบบตัวใหญ่แต่เดินไม่คล่อง

ดังนั้น HRBP ต้องใช้ตัวชี้วัดนี้เพื่อยกระดับการสรรหาจาก “การหาคนให้ทัน” ไปสู่ “การหาคนที่ใช่ให้ธุรกิจเติบโตได้จริง”

7. อัตราการเลื่อนตำแหน่งและความก้าวหน้า Promotion and Progression Rates

ความก้าวหน้าในอาชีพเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้พนักงานอยากอยู่กับองค์กร พนักงานจำนวนมากไม่ได้ต้องการเพียงเงินเดือนที่ดี แต่ต้องการเห็นอนาคตของตัวเองในองค์กรด้วย หากทำงานมาหลายปีแต่ไม่เห็นโอกาสเติบโต ไม่ได้รับการพัฒนา หรือรู้สึกว่าการเลื่อนตำแหน่งขึ้นอยู่กับความสนิทมากกว่าความสามารถ ความผูกพันย่อมลดลง และสุดท้ายคนเก่งอาจเลือกไปเติบโตที่อื่น

7. อัตราการเลื่อนตำแหน่งและความก้าวหน้า Promotion and Progression Rates

7. อัตราการเลื่อนตำแหน่งและความก้าวหน้า Promotion and Progression Rates

Promotion and Progression Rates คืออัตราการเลื่อนตำแหน่งและความก้าวหน้าของพนักงานในองค์กร ตัวชี้วัดนี้ช่วยให้ HRBP เห็นว่าองค์กรมีระบบเติบโตภายในที่เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพหรือไม่ พนักงานกลุ่มใดได้รับโอกาสมากหรือน้อยเกินไป และมีความไม่เท่าเทียมแฝงอยู่ในระบบหรือไม่

HRBP ควรวิเคราะห์ข้อมูลการเลื่อนตำแหน่งโดยแยกตามหลายมิติ เช่น เพศ อายุ หน่วยงาน ระดับตำแหน่ง อายุงาน สถานที่ทำงาน หรือกลุ่มความสามารถพิเศษ เพื่อดูว่าการเติบโตของพนักงานเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงหรือกระจุกตัวอยู่ในบางกลุ่มเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น หากพบว่าพนักงานหญิงมีผลงานดีแต่ได้รับการเลื่อนตำแหน่งน้อยกว่าพนักงานชายอย่างมีนัยสำคัญ HRBP ต้องช่วยตั้งคำถามว่าเกิดจากอะไร หากพนักงานบางแผนกไม่มีโอกาสก้าวหน้าเลยเป็นเวลาหลายปี อาจต้องทบทวนโครงสร้างตำแหน่ง เส้นทางอาชีพ หรือการวางแผนพัฒนาคน หากพนักงานรุ่นใหม่ลาออกเพราะมองไม่เห็นอนาคต HRBP ต้องช่วยออกแบบ career path ให้ชัดเจนขึ้น

ตัวชี้วัดนี้ยังเชื่อมโยงกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและเท่าเทียม หรือ Inclusive Culture เพราะความเท่าเทียมไม่ได้ดูจากคำประกาศบนโปสเตอร์เท่านั้น แต่ต้องดูจากโอกาสจริงที่พนักงานได้รับ ถ้าองค์กรบอกว่าเปิดโอกาสให้ทุกคน แต่ข้อมูลการเลื่อนตำแหน่งกลับสะท้อนว่ามีเพียงบางกลุ่มที่เติบโตได้เร็ว HRBP ต้องกล้าที่จะนำข้อมูลนั้นเข้าสู่โต๊ะผู้บริหาร

หน้าที่ของ HRBP คือช่วยให้องค์กรมีระบบบริหารความก้าวหน้าที่โปร่งใส เช่น กำหนดเกณฑ์การเลื่อนตำแหน่งที่ชัดเจน ใช้ข้อมูลผลงานและศักยภาพประกอบการตัดสินใจ ลดอคติในการประเมิน สร้างแผนพัฒนารายบุคคล และเตรียม succession plan สำหรับตำแหน่งสำคัญ

นอกจากนี้ HRBP ควรติดตาม progression ไม่เฉพาะการเลื่อนตำแหน่งแนวดิ่งเท่านั้น แต่รวมถึงการเติบโตด้านทักษะ การย้ายสายงาน การรับผิดชอบโครงการสำคัญ หรือการได้รับโอกาสเป็นผู้นำทีม เพราะในองค์กรยุคใหม่ ความก้าวหน้าไม่ได้มีเพียงบันไดขั้นเดียว แต่มีหลายเส้นทางเหมือนแผนที่รถไฟฟ้า ใครขึ้นถูกสายก็ไปได้ไกล

เมื่อ HRBP ใช้ตัวชี้วัดนี้อย่างจริงจัง องค์กรจะสามารถรักษาคนเก่ง สร้างผู้นำจากภายใน และลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนผู้สืบทอดตำแหน่งในอนาคต

สรุป HRBP ต้องใช้ข้อมูลเพื่อเปลี่ยนงาน HR ให้เป็นกลยุทธ์ธุรกิจ

ทั้ง 7 ตัวชี้วัด ได้แก่ อัตราการขาดงานและต้นทุน, eNPS, อัตราการลาออก, ประสิทธิผลของการฝึกอบรม, Training ROI, Quality of Hire และ Promotion and Progression Rates ล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ HRBP เข้าใจภาพรวมด้านคนอย่างเป็นระบบ

สิ่งสำคัญคือ HRBP ไม่ควรเก็บข้อมูลเพื่อรายงานเท่านั้น แต่ต้องใช้ข้อมูลเพื่อถามคำถามที่ถูกต้อง หาสาเหตุที่แท้จริง และออกแบบแนวทางแก้ไขที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายธุรกิจ เพราะตัวเลข HR ที่ดีไม่ได้มีไว้ประดับสไลด์ประชุม แต่มีไว้ช่วยให้องค์กรตัดสินใจดีขึ้น

HRBP ที่เข้าใจตัวชี้วัดเหล่านี้จะสามารถพูดคุยกับผู้บริหารได้ด้วยภาษาของธุรกิจ ไม่ใช่เพียงภาษาของงานบุคคล สามารถอธิบายได้ว่าปัญหาการขาดงานกระทบต้นทุนอย่างไร ความผูกพันพนักงานเชื่อมโยงกับผลงานอย่างไร การลาออกทำให้องค์กรเสียโอกาสแค่ไหน การอบรมสร้างผลตอบแทนอย่างไร การรับคนใหม่มีคุณภาพหรือไม่ และระบบเลื่อนตำแหน่งยุติธรรมเพียงพอหรือยัง

ในยุคที่การแข่งขันสูงและการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นรวดเร็ว องค์กรที่บริหารคนด้วยความรู้สึกอย่างเดียวอาจตามไม่ทัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า HR ต้องกลายเป็นเครื่องคิดเลขไร้หัวใจ บทบาทที่ดีที่สุดของ HRBP คือการใช้ข้อมูลเป็นเข็มทิศ และใช้ความเข้าใจมนุษย์เป็นพลังขับเคลื่อน

เพราะสุดท้ายแล้ว ธุรกิจจะเติบโตได้ ไม่ใช่เพราะมีตัวเลขสวยบนรายงานเท่านั้น แต่เพราะมีคนที่พร้อม เต็มใจ และมีศักยภาพในการพาองค์กรเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง


ที่มา HR Metrics Every HR Business Partner Needs to Know

CategoriesHRD / HRM

Topprofessional And Development

สถาบันฝึกอบรมและที่ปรึกษาทางด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์และองค์กร บริการให้คำปรึกษาด้านระบบ ISO แบบครบวงจรด้วยหลักสูตรคุณภาพอาจารย์ผู้สอนมากด้วยประสบการณ์

วันทำการ ( จันทร์ - เสาร์ เวลา 8:00 - 17:00 น. )

ติดตามเรา

icon-facebookicon-lineicon-youtubeicon-tiktok
Copyright 2023 © HERMES Digital Marketing . All Rights Reserved