ในระบบกฎหมายคุ้มครองแรงงานของประเทศไทย การคุ้มครองสิทธิของสตรีมีครรภ์ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญทางจริยธรรมและข้อบังคับทางกฎหมายที่สถานประกอบการต้องยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ในประเด็นการเลิกจ้างลูกจ้างหญิงเนื่องจากเหตุมีครรภ์
พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 43
ตามบทบัญญัติแห่ง พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 43 ได้กำหนดข้อห้ามเด็ดขาดไว้ความว่า "ห้ามนายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงเพราะเหตุมีครรภ์" บทบัญญัตินี้มีลักษณะเป็น กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ส่งผลให้ข้อตกลงใดๆ ในสัญญาจ้างหรือระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานที่ระบุให้การตั้งครรภ์เป็นเหตุแห่งการสิ้นสุดสัญญาจ้าง หรือบังคับให้ลูกจ้างลาออกเมื่อตั้งครรภ์ ตกเป็น "โมฆะ" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ไม่สามารถนำมาบังคับใช้ได้ในทางกฎหมาย
มาตรการลงโทษทางอาญา (Criminal Sanctions)
การฝ่าฝืนมาตรา 43 ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความรับผิดในทางแพ่งเท่านั้น แต่กฎหมายได้กำหนดบทลงโทษทางอาญาเพื่อป้องปรามการกระทำความผิดไว้ดังนี้
- กรณีเลิกจ้างเพราะเหตุมีครรภ์ นายจ้างมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 144
- กรณีฝ่าฝืนคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน หากพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างปฏิบัติตามกฎหมาย (เช่น การจ่ายค่าจ้างหรือค่าชดเชย) แต่นายจ้างเพิกเฉยและไม่นำคดีขึ้นสู่ศาลภายในระยะเวลาที่กำหนด จะมีความผิดฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 151
สิทธิโดยชอบธรรมในการรับค่าชดเชยและค่าเสียหาย
เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม นายจ้างมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในส่วนของเงินสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย ดังนี้:
รายการสิทธิประโยชน์เงื่อนไขและอัตราการจ่ายค่าชดเชย (Severance Pay) ตามมาตรา 118 คำนวณตามระยะเวลาการทำงาน (ตั้งแต่ 30 วัน ถึง 400 วัน ของอัตราค่าจ้างสุดท้าย) สำหรับลูกจ้างที่มีอายุงานต่อเนื่องครบ 120 วันขึ้นไปค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้าตามงวดการจ่ายค่าจ้างค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมลูกจ้างมีสิทธิฟ้องร้องต่อศาลแรงงานเพื่อเรียกค่าเสียหายเพิ่มเติม ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522
บทสรุปและข้อเสนอแนะเชิงบริหาร
การบริหารทรัพยากรมนุษย์ ภายใต้กรอบของกฎหมายแรงงาน นายจ้างพึงตระหนักว่าการเลิกจ้างลูกจ้างหญิงมีครรภ์จะกระทำได้ต่อเมื่อมีเหตุอันสมควรและชัดเจนตามที่กฎหมายกำหนดในมาตรา 119 เท่านั้น (เช่น การทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาต่อนายจ้าง)
หากสถานประกอบการดำเนินการเลิกจ้างโดยมีมูลเหตุจูงใจสืบเนื่องจากการตั้งครรภ์ ย่อมถือเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานและต้องรับผิดชอบทั้งในทางแพ่งและทางอาญาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

